• Registration
จังหวะก้าวที่มั่นคงของมูลนิธิศรัทธาชนฯ : เปิดวิสัยทัศน์ อ.อัชอารี เรืองปราชญ์ เลขานุการ มูลนิธิศรัทธาชนเพื่อการศึกษาและเด็กกำพร้า PDF พิมพ์ อีเมล
วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2011 เวลา 18:08 น.

 

จังหวะก้าวที่มั่นคงของมูลนิธิศรัทธาชนฯ

เปิดวิสัยทัศน์ อ.อัชอารี เรืองปราชญ์ เลขานุการ มูลนิธิศรัทธาชนเพื่อการศึกษาและเด็กกำพร้า

 

วิสัยทัศน์หลักของเราที่มีมาแต่ต้นคือ การสร้างจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบของสังคมที่มีต่อผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกำพร้า มีคำคำนึงที่เราพูดกันอยู่เสมอคือ "ทำ เพื่อจะไม่ต้องทำอีกต่อไป" หมายความว่า ถ้าทุกสังคมระดับย่อยมีความรับผิดชอบต่อเด็กกำพร้าในละแวกของตัวเอง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรใหญ่ๆมาแบกรับดูแลเด็กกำพร้าจำนวนมากๆอีกต่อไป

 

มูลนิธิศรัทธาชนฯ ทำงานด้านใดบ้าง 

            งานหลักของมูลนิธิศรัทธาชน ที่แสดงตัวตนของศรัทธาชนอย่างเด่นชัดคืองานด้านการสงเคราะห์ครอบครัวหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตและเด็กกำพร้า แต่ในกระบวนการของการสงเคราะห์มันบังคับให้เราต้องทำหลายอย่าง อย่างแรกเลยคือการหาทุน เพราะการสงเคราะห์เด็กกำพร้าเกือบ 3,000รายจำเป็นต้องใช้ทุนทรัพย์สูงมาก และเราคุยกันมาตั้งแต่ตั้งมูลนิธิฯเมื่อ 13ปีที่แล้วแล้วว่าเราจะไม่งอมืองอเท้ารอการช่วยเหลือจากต่างประเทศ เราเชื่อในศักยภาพของสังคมมุสลิมไทยว่าสามารถดูแลกันเองได้ ส่วนทุนจากต่างประเทศถือเป็นอาหารเสริมที่เราก็ได้รับมาบ้างเป็นบางวาระ ทีนี้เมื่อพูดถึงการหาทุน มันก็ต้องผ่านกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่นการจัดงานประจำปี การวางตู้รับบริจาคในสถานที่ต่างๆ การกระจายกระปุกเพื่อลูกกำพร้า การจัดทัศนศึกษา รวมไปถึงการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ใจดี นักธุรกิจมุสลิมที่พร้อมจะหยิบยื่น หรือแม้แต่ให้ยืมก้อนใหญ่ๆในบางสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนต้องใช้เงิน

            ทีนี้เมื่อต้องหาทุน ก็ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ เราจึงต้องทำหลายเรื่องมากในการสื่อให้คนรู้จักเรา และรู้ว่าเราทำอะไร ดังนั้น รายการวิทยุเพื่อเด็กกำพร้าจึงเกิดขึ้น ถือเป็นรายการวิทยุเพียงไม่กี่รายการบนหน้าปัดวิทยุมุสลิมที่มีอายุยืนยาว รายการมีอายุมากกว่าตัวมูลนิธิอีกนะ เพราะเริ่มทำรายการตั้งแต่ตอนเป็นชมรม รายการวิทยุเพื่อเด็กกำพร้าจึงเปรียบเสมือนโลโก้ของมูลนิธิศรัทธาชน และเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวของมูลนิธิฯมาโดยตลอด นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสออกทีวีในรอมฎอนบางปี มีวารสารประจำปี มีเว็บไซต์ และที่กำลังนิยมก็คือ เฟสบุค ซึ่งก็ถือว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น วิทยุก็ทิ้งไม่ได้ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังติดตามรับฟังอย่างเหนียวแน่น

            พร้อมๆกับการทำงานสังคมสงเคราะห์ เราก็ทำงานวิชาการคู่ขนานไปด้วย เพราะเรามีนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับของสังคมหลายคน แต่ของเราจะออกไปในเฉพาะกลุ่มเสียส่วนใหญ่ เช่น อบรมหญิงหม้าย อบรมผู้ต้องขัง เพราะเราถือว่าตรงนี้ก็คืองานเยียวยาสังคม และไม่น่าเชื่อว่า เรื่องของผู้ต้องขัง มีผลกระทบเกี่ยวข้องกับเด็กกำพร้าค่อนข้าวมากอย่างน่าประหลาดใจ

            พูดถึงตรงนี้ คงมองเห็นภาพรวมของมูลนิธิศรัทธาชนแล้วใช่ไหมครับว่าทำอะไรบ้าง ก็สรุปเป็นตัวหลักๆได้ว่า ศรัทธาชน ทำงาน สงเคราะห์เด็กกำพร้า โดยอาศัยการหาทุน ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ และทำงานวิชาการคู่ขนานไปด้วยกัน

 

อะไรคือปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของมูลนิธิศรัทธาชนฯ

            ความสามัคคีครับ ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ คำคำนี้มาก่อนเป็นอันดับแรกเลย มันมีปัจจัยหลายอย่างครับนอกเหนือจากการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ผมเชื่อว่าความรักความสามัคคีของคณะทำงาน การทุ่มเทแบบไม่ต้องคิดเลยว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรทางด้านดุนยา เวลาประชุมเราจะสนุกกันมาก เถียงกันหน้าดำหน้าแดง แต่พอถึงเวลาทำงาน เอาไงเอากัน มันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ทะเลาะกันแทบตาย แต่พอถึงเวลาก็ต้องมากินข้าวหม้อเดียวกัน อีกอย่างนึงที่ผมภูมิใจในคณะทำงานของเราคือ เราไม่มีตัวเด่น ไม่มี One man show ทุกคนเด่นหมด ไม่ว่าวันนี้ หรือวันข้างหน้า ใครจะอยู่ หรือใครจะไป ศรัทธาชนก็ยังคงRunงานต่อไปได้ ผมเชื่อเช่นนั้น อินชาอัลลอฮ์

            จะว่าไปแล้ว การที่ศรัทธาชน เป็นศรัทธาชนในวันนี้ได้ ต้องขอยกคำพูดท่านประธานมูลนิธิฯ ร้อยตำรวจเอกพรชัย ไวยศิลป์ หรือผู้กองฟารุก ท่านบอกว่า บ้านจะมั่นคงได้ต้องมี 4เสา ศรัทธาชนยืนหยัดอย่างมั่นคงมาได้ทุกวันนี้ เพราะเรามีครบ 4เสา

  • เสาที่ 1.  คือ คณะกรรมการ อนุกรรมการ และอาสาสมัคร
  • เสาที่ 2.  คือ องค์กรแนวร่วม และบุคลากรเครือข่าย
  • เสาที่ 3.  คือ มือบนผู้ให้ ซึ่งหมายถึงผู้บริจาคทุกท่าน
  • เสาที่ 4.  คือ มือล่างผู้รับ คือ เด็กกำพร้า และหญิงหม้าย

ทั้ง 4เสานี้แหละที่เป็นองค์ประกอบช่วยค้ำยันให้บ้านศรัทธาชนเติบโตและยืนหยัดอย่างมั่นคง ลำพังแค่คณะกรรมการเพียงแค่หยิบมือเดียวคงไม่สามารถทำให้ศรัทธาชนมาถึงวันนี้ได้

 

มูลนิธิศรัทธาชนฯกำหนดทิศทางการทำงานในอนาคตไว้อย่างไร

            วิสัยทัศน์หลักของเราที่มีมาแต่ต้นคือ การสร้างจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบของสังคมที่มีต่อผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกำพร้า คือเรามีคำคำนึงที่พูดกันอยู่เสมอ ว่า "ทำ เพื่อจะไม่ต้องทำอีกต่อไป" หมายความว่า ถ้าทุกสังคมระดับย่อยมีความรับผิดชอบต่อเด็กกำพร้าในละแวกของตัวเอง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรใหญ่ๆมาแบกรับดูแลเด็กกำพร้าจำนวนมากๆอีกต่อไป

            จากความตั้งใจที่สร้างกระแสความรู้สึกรับผิดชอบต่อเด็กกำพร้า โดยการพึ่งพาตนเองที่ศรัทธาชนฯ พยายามมาตลอดกว่าสิบปี  หลายท่านคงจะได้เห็นถึงการตอบรับกระแสนี้ หลายที่เริ่มมีการกล่าวถึงเด็กกำพร้า และเริ่มจัดตั้งกองทุนขององค์กรต่างๆที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้ามากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความสำเร็จของเรา

            จากประสบการณ์ในการทำงาน เราได้วางกรอบของการทำงานเพื่อตอบรับ และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้ภาพของการทำงานของมูลนิธิฯ กระชับยิ่งขึ้น เราจึงกำหนดกรอบของการทำงานขึ้นเป็น 3กรอบหลัก คือ

  1. กรอบของการ "สงเคราะห์" โดยมี"บ้านหทัยรัก"เป็นสัญลักษณ์ เพราะบ้านหทัยรัก คือ การตกผลึกของการทำงานเด็กกำพร้ามาตลอด10กว่าปี
  2. กรอบของการ "พัฒนา" โดยมี "โรงเรียนศรัทธาชน" เป็นสัญลักษณ์ เพราะเราเชื่อว่า การศึกษาคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ซึ่งการพัฒนา ต้องเริ่มจากคน
  3. กรอบของการ"หาทุน" โดยมีโครงการจัดทำสถาบันทางการเงินเพื่อบริหารการจัดหา และ จัดสรร ทุน เราจึงมีแนวคิดจะจัดทำ "สหกรณ์" ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะทำให้การบริหารเงินทุนให้กับมูลนิธิฯได้อย่างครบวงจร

            เราจึงตั้งเป็นเจตนารมย์ของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และให้เป็นเป็นตัวกำหนดทิศทางของมูลนิธิฯ ในอนาคต  จึงบัญญัติเป็นวิสัยทัศน์หรือ “เข็มมุ่ง” ขององค์กร ไว้ว่า “เราจะเป็นองค์กรการกุศลมุสลิม ที่ทำงานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย  มีเป้าหมายจะจัดตั้งสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าขึ้นทั่วทุกภูมิภาค  โดยมีโรงเรียนต่อยอดโอกาสให้เยาวชนกำพร้า และมีสหกรณ์รองรับการบริหารเงินทุน เพื่อพระองค์อัลลอฮฺ  ซุบฮาน่าฮูวะตะอาลา”

 

อะไรคือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้มูลนิธิศรัทธาชนฯไปถึงเป้าหมายที่วางไว้อนาคต

            เราวางยุทธศาสตร์ในการทำงานไว้สามข้อหลักครับ ข้อแรกคือ ศรัทธาชนจะทำงานในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์ โดยไม่จำกัดเฉพาะในสังคมมุสลิมเท่านั้น ตามแบบฉบับของท่านนบีฯที่ท่านถูกส่งมาเป็น "เราะห์มะตัน ลิ้ลอาละมีน"  คือ เป็นความเมตตาแห่งมนุษยชาติ  การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมด้วยความเป็นมิตร หรือแม้แต่ในสังคมมุสลิมเอง เราก็จะไม่สังกัดฝ่าย ไม่ว่าสังคมจะมีหรือไม่มีความขัดแย้งใดๆก็ตาม แต่คณะกรรมการทุกคนก็จะมีจุดยืนในเรื่องของ กิตาบุลลอฮ์และซุนนะห์ และมีวิญญาณของนักเผยแพร่อย่างเต็มเปี่ยม และเราเรียกการทำงานของเราว่า "อัด-ดะอฺวะฮ์ บิ้ล อิฆอษะฮ์" (การเชิญชวนโดยใช้การสงเคราะห์นำ)

            ข้อสองคือ การสร้างเครือข่าย และการกระจายการทำงาน ก็อย่างที่บอก ว่าเราให้ความสำคัญกับองค์กรอื่นๆที่ทำงานในทำนองเดียวกัน ถือว่าเป็นเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เราจะทำงานโดยสานความร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กกำพร้า นอกจากนี้การทำงานร่วมกับบุคลากรเครือข่ายซึ่งขณะนี้เรามีอยู่เป็นร้อยคนที่ร่วมทำงานดูแลเด็กกำพร้ากับเราอย่างเข้มแข็ง

            ข้อสามคือ การต่อยอด จริงๆแล้ว การสงเคราะห์เด็กกำพร้า คำว่ากำพร้ามันจบลงแค่ตอนที่เด็กอายุเข้าสู่วัยบรรลุศาสนภาวะ แต่เรามีการต่อยอด ดูแลพวกเขาให้ไปถึงฝั่ง ทั้งด้านการศึกษา และอาชีพ เราจึงมีโครงการหลายโครงการเพื่อการต่อยอดทั้งด้านการศึกษาและอาชีพ

 

 ทางมูลนิธิศรัทธาชนฯมีวิสัยทัศน์อย่างไรในการพัฒนาศักยภาพการทำงานขององค์กรและคณะทำงาน

            จากการสัมมนาคณะกรรมการเมื่อตอนต้นปี เราได้มีการกำหนดเป้าหมายใหญ่ เพื่อก้าวต่อไป  พอสรุปได้  3  ข้อหลัก คือ

  1. ทีมงานพร้อมหน้า.....(มีบุคลากรเพียงพอและมีประสิทธิภาพรองรับการเจริญเติบโตขององค์กร)
  2. ครอบครัวกำพร้าเป็นซุนนะห์…(การให้การศึกษาปลูกฝังแนวความคิดควบคู่ไปกับการสงเคราะห์)
  3. การสงเคราะห์ครบวงจร... (การให้การสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ครบวงจร ภายใต้การบริหารทุนอย่างมีประสิทธิภาพ)

            จะเห็นว่าเราพูดถึงทีมงานเป็นอันดับแรกเลย เพราะเราโตขึ้นทุกปี มีงานที่ต้องทำมากขึ้น เราจึงประสบภาวะ ขาดแคลนบุคลากร ปีนี้เราจึงเติมคณะทำงานรุ่นใหม่ๆเข้ามาเป็นกรรมการบริหาร เพื่อรองรับงานด้าน ไอที ด้านเยาวชน ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านอื่นๆ พร้อมกับความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของคณะทำงานที่มีอยู่ ร่วมกับการใช้บุคลากรเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ

 

ในปีถัดไปนี้มูลนิธิศรัทธาชนฯให้ความสำคัญกับงานด้านใดมากที่สุด และเพราะอะไร

            สองสามปีที่ผ่านมา เราทุ่มสรรพกำลังไปที่การทำให้เกิดบ้านหทัยรัก และอัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์ วันนี้บ้านหทัยรักเริ่มเปิดดำเนินงาน และกำลังเติบโตอย่างไปได้สวย เรามุ่งหวังว่าจะทำให้บ้านหทัยรักเป็นต้นแบบของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ามุสลิม และตั้งเป้าว่าจะมีบ้านหทัยรักหลังต่อๆไป อาจจะเป็นหลังเล็กๆในส่วนภาคต่างๆ ของประเทศรวมไปถึงในประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซี่ยน ซึ่งก็คงต้องทำงานหนักกันต่อไป

            สำหรับปีนี้และปีถัดไป โครงการที่เราต้องทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อดันให้เกิดขึ้นให้ได้คือ การให้กำเนิด "โรงเรียนศรัทธาชน" เพื่อตอบสนองการสงเคราะห์เด็กกำพร้าให้ครอบคลุม และการต่อยอดในการพัฒนาคนของมูลนิธิฯต่อไปครับ

 

 

มูลนิธิศรัทธาชนเพื่อการศึกษาและเด็กกำพร้า
48/48 ซ.ลาดพร้าว 114 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
T.0-2934-3495 F.T.0-2934-3496 | satthachon@hotmail.com l Facebook.com/Satthachon

Copyright © 2017. มูลนิธิศรัทธาชนเพื่อการศึกษาและเด็กกำพร้า.

S5 Box

Login Form

Satthachon Register

*
*
*
*
*

Fields marked with an asterisk (*) are required.